health news

การดูแลสุขภาพหน้าหนาว

ทุกครั้งที่อากาศหนาวเย็นมาเยือน มักพบผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่บนภูเขาสูง จะทำให้เกิดอาการป่วยไข้ได้ง่าย โรคที่ต้องระวังในช่วงที่อากาศหนาวเย็น มักเกิดจากการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่างๆ ที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานในช่วงที่อุณหภูมิลดลงอย่างไข้หวัด ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว หรือช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง

สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีหลายสายพันธุ์ เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดแต่ละครั้ง มักเกิดจากเชื้อไวรัสเพียงชนิดเดียว และเมื่อหายแล้ว ร่างกายก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อชนิดนั้น และเมื่อป่วยเป็นไข้หวัดครั้งใหม่ ก็มักจะเกิดจากเชื้อไวรัสหวัดชนิดใหม่ หมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ ไข้หวัดติดต่อกันได้ง่าย ด้วยการไอ จาม หรือสัมผัสน้ำมูก จะมีอาการหลังรับเชื้อไปแล้วประมาณ 1 – 3 วัน โดยเริ่มมีไข้เป็นพักๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คัดจมูก มีน้ำมูกไหลใสๆ ไอแห้งๆ หรือมีเสมหะสีขาวเล็กน้อย จาม เจ็บคอเล็กน้อย ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจมีแบคทีเรียที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจร่วมกับเชื้อไวรัสหวัด ทำให้เกิดต่อมทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ บางรายเสียงแหบเนื่องจากกล่องเสียงอักเสบ หรือวิงเวียนศีรษะ เนื่องจากอวัยวะควบคุมการทรงตัวที่อยู่ภายในหูเกิดการอักเสบ หรือที่เรียกว่า “หวัดลงหู” ในเด็กเล็กจะมีอาการมากกว่าผู้ใหญ่ อาจทำให้เกิดอาการชักจากไข้ได้และที่ต้องระวังในช่วงฤดูหนาว คือ โรคไข้หวัดใหญ่ “อินฟลูเอ็นซาไวรัส” (Influenza Virus) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน มักแพร่ระบาดในช่วงนี้ หากเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น จะมีอาการรุนแรงและยาวนานกว่าไข้หวัดทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่เดิม ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดบวม ก็ควรพาไปพบแพทย์. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth