news

ทำเนียบขาวเชื่อมั่น จะมีการพบกันระหว่าง’ทรัมป์-คิม’

โฆษกหญิงทำเนียบขาวกล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐมีความมั่นใจว่าการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับนายคิม จอง-อึน “จะเกิดขึ้นตามกำหนด” หลังเกาหลีเหนือยังไม่แสดงท่าทีต่อเรื่องนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่านางซาราห์ แซนเดอร์ส โฆษกหญิงทำเนียบขาว กล่าวเมื่อวันจันทร์ ว่าสหรัฐยังคงมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่ง

ว่าการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนภายในเดือนพ.ค. นี้ โดยการพบกันเป็นไปตามข้อเสนอจากอีกฝ่ายที่รัฐบาลวอชิงตันตอบรับ ด้วยความหวังว่ารัฐบาลเปียงยางจะยึดมั่นตามคำสัญญา เพื่อให้การพบกันนั้นเกิดขึ้นตามแผนการที่วางไว้ ถ้อยแถลงดังกล่าวของโฆษกหญิงทำเนียบขาวมีขึ้นหลังนายแบค แท-ยอน โฆษกกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ กล่าวว่ายังไม่ได้รับการติดต่อประสานจากเกาหลีเหนือเกี่ยวกับการเตรียมจัดการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐกับผู้นำสูงสุดของรัฐบาลเปียงยาง และยังไม่พบความเคลื่อนไหวจากสื่อของเกาหลีเหนือเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี ( เคซีเอ็นเอ ) รายงานเกี่ยวกับการเยือนกรุงเปียงยางของคณะผู้แทนจากเกาหลีใต้ ที่ได้เข้าพบนายคิม จอง-อึน ด้วย แต่ยังไม่เคยรายงานเรื่องการเตรียมพบกันระหว่างผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือกับผู้นำสหรัฐ อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวระหว่างการพบกับนายชอง อวี-ยอง ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ ซึ่งเข้าพบที่มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง ว่าแผนการครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น จึงขอให้ทุกฝ่ายอย่าเพิ่งรีบร้อน และเตือนว่าโอกาสครั้งนี้ “มีความสำคัญอย่างมาก” ทั้งนี้ นายชอง อวี-ยอง เป็นผู้ประกาศที่กรุงวอชิงตัน เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ว่าจะมีการพบกัน “ครั้งประวัติศาสตร์” ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐกับผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ

อนึ่ง ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ผู้นำเกาหลีใต้ และนายคิม จอง-อึน มีกำหนดพบหารือกันที่หมู่บ้านปันมุนจอม บนเขตปลอดทหาร ( ดีเอ็มซี ) ในช่วงปลายเดือนเม.ย. นี้ ซึ่งเป็นกำหนดการที่ทั้งสองประเทศต่างยืนยัน โดยจะถือเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่ 3 ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ต่อจากเมื่อปี 2543 และ 2550 แต่จะเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสองเกาหลีมาพบกันที่ปันมุนจอม. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews